ยังไม่เข็ดอีกหรือ ประเทศไทย
posted on 04 Apr 2009 14:02 by likeberty****Entryนี้เขียนโดนคนเสื้อแดงครับ****
ไม่ถูกใจก็อย่าบ่น เพราะนี่บล๊อคผม

ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์
"พ่อสร้างชาติด้วยสมองและสองแขน
พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี
พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดี
แต่คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ"
กลอนโดย นศ.ธรรมศาสตร์
- รัฐบุรุษอาวุโส
- หนึ่งในผู้นำในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น ประชาธิปไตย
- ผู้นำขบวนการเสรีไทย ช่วยให้ประเทศไทยไม่แพ้สงครามโลกครั้งที่สอง
- ได้รับการบรรจุชื่อลงในปฏิทินบุคคลสำคัญของโลก โดย ยูเนสโก
"เสียชีวิตที่ฝรั่งเศส ต้องลี้ภัยทางการเมืองในข้อหาคิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ และลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่8"
ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
| กูชายชาญชาติเชื้อ | ชาตรี | |
| กูเกิดมาก็ที | หนึ่งเฮ้ย | |
| กูคาดก่อนสิ้นชี- | วาอาตม์ | |
| กูจักไว้ลายเว้ย | โลกให้แลเห็น | |
| — ป๋วย อึ๊งภากรณ์ | ||
- ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย
- สมาชิกขบวนการเสรีไทย
- อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ
- เป็นกำลังสำคัญของฝ่ายประชาชน ในเหตุการณ์14ตุลา2516 และ6ตุลา2519
"เสียชีวิตที่อังกฤษ ต้องลี้ภัยทางการเมืองถึง11ปี(2519-2530) ในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์คิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ และต้องการเป็นประธานาธิบดี"
ทั้งสองท่าน เป็นเหยื่อของกลุ่มอำมาตย์ทั้งหลาย ที่เสียอำนาจ เสียผลประโยชน์จากระบอบประชาธิปไตย
ใช้ลูกไม้ง่ายๆ คือป้ายสีด้วยข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ จากนั้นก็จะเกิดเหตุการณ์ขวาพิฆาตซ้ายตามมา
ด้วยความรักสถาบันของคนไทย ก็ย่อมทำให้ข้อหาเรื่องการหมิ่นเบื้องสูงนั้น เป็นเรื่องที่อ่อนไหว หากใครโดนตราหน้าว่าไม่จงรักภักดี ก็จะถูกประนามจากสังคมได้ง่ายๆ
การรักในหลวง รักสถาบัน เป็นเรื่องดีครับ
แต่ปัญหาก็คือ ข้อหาที่ว่าคนโน้น คนนี้หมิ่นสถาบันนั้น มันเป็นจริงหรือไม่
โชคดีที่ทุกวันนี้ การสื่อสารไปถึงทุกพื้นที่ ทำให้การปล่อยข่าวของอำมาตย์นั้นมีประสิทธิภาพน้อยลง
ไอ้วิธีเก่าๆแบบการกระจายข่าวตามร้านกาแฟ หรือให้คนของพรรค.........ไปตะโกนในศาลาเฉลิมกรุงว่า "ปรีดีฆ่าในหลวง"นั้น ใช้ไม่ได้อีกต่อไป
อีกทั้งสื่อมวลชนในขณะนี้ก็มีมากมาย ไม่ใช่ทุกสื่อมวลชนที่จะกลัวอำนาจลึกลับเหล่านี้ ทำให้การครอบงำของกลุ่มอำมาตย์นั้น ไปได้ไม่ทั่วถึง
อินเตอร์เน็ทเองก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการค้นหาข้อมูลข่าวสารต่างๆ ดังนั้น ประชาชนคนไทย จึงมีช่องทางในการแสวงหาความจริงได้มากยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ที่โดนข้อหาล้มล้างสถาบันฯในขณะนี้ ก็คงหนีไม่พ้น พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร
เรื่องที่ทำให้ทักษิณกลายเป็นผู้โดนกล่าวหาว่าต้องการล้มล้างสถาบันฯนั้น ก็คงไม่พ้นสองข้อหลักๆ
1. การทำบุญในวัดพระแก้ว
2. การปราศรัยโจมตีประธานองคมนตรี และองคมนตรีบางท่าน
สำหรับการทำบุญในวัดพระแก้วนั้น ทางสำนักพระราชวังได้ออกมายืนยันแล้ว ว่าการทำบุญประเทศของทักษิณนั้น ได้รับพระบรมราชานุญาตด้วยวาจาแล้ว เพียงแต่หนังสืออนุญาตออกมาภายหลัง เป็นเพราะทางสำนักพระราชวังดำเนินการล่าช้า แต่จริงๆแล้ว ในหลวงท่านทรงอนุญาตแล้ว
การที่มีคนบอกมาบอกว่า มีเพียงในหลวงเท่านั้นที่ทำบุญในวัดพระแก้วได้นั้น ไม่เป็นความจริง
ไม่ว่าใครก็สามารถขอจัดพิธีในวัดพระแก้วได้ครับ แต่จะได้รับพระบรมราชานุญาตหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าพิธีนั้น จะมีประโยชน์กับสังคมหรือไม่
ข่าวบางส่วนจากโพสต์ทูเดย์
----------------------------
นาย
แก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการสำนักพระราชวัง กล่าวว่า
นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด จะไม่ให้เข้าไปในวัดพระแก้วหรือ
ขณะที่คนทั่วไปขอเข้าไปปลุกเสกพระได้ทั้งนั้น
“เขาเจตนาดี
ไปไหว้พระให้ประเทศชาติสงบสุข พากันไปทั้งคณะ ไปไหว้พระแก้ว
เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทย ไปให้สัตย์ปฏิญาณสาบานตน
คนเข้าไปในวัดพระแก้วเขาผิดหรือ”
----------------------------
นี่เป็นข้อยืนยันข้อหนึ่ง ที่คนไทยส่วนหนึ่ง และอำมาตย์ทั้งหลาย เอามือปิดไว้ ไม่ยอมอ่าน
ในกรณีของการปราศรัยโจมตีพ.อ.เปรม และพ.อ.สุรยุทธ์นั้น ทักษิณกล่าวโจมตีเป็นตัวบุคคล ไม่ได้โจมตีถึงสถาบันองคมนตรี
จึงไม่ถือเป็นการคิดล้มล้างสถาบันองคมนตรี ยิ่งสถาบันกษัตริย์นั้น ทักษิณไม่ได้กล่าวโจมตีเลยแม้แต่นิดเดียว และยังยืนยันผ่านการโฟนอินทุกครั้ง ว่ายังจงรักภักดี 100%
มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ทักษิณกล่าวถึง "ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ" แต่ตัวองคมนตรีเอง มีอยู่ในรธน. ดังนั้น จึงสามารถมองได้ ว่าทักษิณพยายามกล่าวพาดพิงเบื้องสูง
ผู้พูดนั้นคงไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญ เพราะในส่วนของสถาบันกษัตริย์นั้น ก็มีปรากฎอยู่ในรธน.เช่นกัน จึงไม่ถือเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
คำว่าผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญนั้น ทักษิณหมายถึงตัวผู้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีบางคน ที่ละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ เข้ามามีบทบาททางการเมือง
ผิดมาตราที่14
จึงเป็นที่มาของคำว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
ตามที่กล่าวมานี้ จึงสรุปได้ว่า ทักษิณไม่ได้คิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์
อนึ่ง...
ที่ผ่านมา เหตุการณ์ ขวาพิฆาตซ้ายในเมืองไทย มีผลให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดมากมาย ไม่ว่าจะเป็น 14ตุลาคม2516 6ตุลาคม2519 และพฤษภาทมิฬ
หลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไป ฝ่ายขวาซึ่งมีทั้งอาวุธ และกองทัพ ก็ออกมากล่าวคำขอโทษ และยกย่องให้ฝ่ายซ้ายเป็นวีรชน (แต่ตายไปแล้วนะ)
แล้วก็ปล่อยมันผ่านไป โดยไม่มีการเอาผิดใคร(อนึ่ง พ.ท.สุรยุทธ์ จุลานนท์(ยศขณะนั้น) เป็นผู้นำกองทัพเข้าสังหาประชาชนในโรงแรมรัตนโกสินทร์)
แถมทหารที่มีบทบาทในการฆ่าคนไทยแต่ละครั้ง ก็ยังได้รับการเลื่อนยศกันหลายคน
คนตายได้รับคำขอโทษ ฆาตกรได้รับการเลื่อนขั้น
นี่ล่ะ อำมาตยาธิปไตย นี่ล่ะ เผด็จการซ่อนรูป
และเหตุการณ์เหล่านี้ อาจจะย้อนกลับมาหาเราอีกครั้ง ในวันที่ 8 เมษายน 2552
เมื่ิอคนเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ อาจจะมีการใช้กองทัพเข้าสลายการชุมนุมด้วยอาวุธสงครามเหมือนเมื่อก่อน
หรืออาจจะมีการปลุกปั่นให้ประชาชนฆ่ากันเอง
ภาพสงครามกลางเมืองอาจย้อนกลับมาอีกครั้ง
"คนไทย ไม่เคยเีรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย"