****Entryนี้เขียนโดนคนเสื้อแดงครับ****

ไม่ถูกใจก็อย่าบ่น เพราะนี่บล๊อคผม

 


 
ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์

"พ่อสร้างชาติด้วยสมองและสองแขน
พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี
พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดี
แต่คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ"

กลอนโดย นศ.ธรรมศาสตร์

 

 - รัฐบุรุษอาวุโส
 - หนึ่งในผู้นำในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น ประชาธิปไตย
 - ผู้นำขบวนการเสรีไทย ช่วยให้ประเทศไทยไม่แพ้สงครามโลกครั้งที่สอง
 - ได้รับการบรรจุชื่อลงในปฏิทินบุคคลสำคัญของโลก โดย ยูเนสโก

"เสียชีวิตที่ฝรั่งเศส ต้องลี้ภัยทางการเมืองในข้อหาคิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ และลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่8"

ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

     กูชายชาญชาติเชื้อ       ชาตรี
กูเกิดมาก็ที       หนึ่งเฮ้ย
กูคาดก่อนสิ้นชี-       วาอาตม์
กูจักไว้ลายเว้ย       โลกให้แลเห็น
ป๋วย อึ๊งภากรณ์

 

 - ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย
 - สมาชิกขบวนการเสรีไทย
 - อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 - รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ
 - เป็นกำลังสำคัญของฝ่ายประชาชน ในเหตุการณ์14ตุลา2516 และ6ตุลา2519

"เสียชีวิตที่อังกฤษ ต้องลี้ภัยทางการเมืองถึง11ปี(2519-2530)  ในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์คิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ และต้องการเป็นประธานาธิบดี"

 

ทั้งสองท่าน เป็นเหยื่อของกลุ่มอำมาตย์ทั้งหลาย ที่เสียอำนาจ เสียผลประโยชน์จากระบอบประชาธิปไตย

ใช้ลูกไม้ง่ายๆ คือป้ายสีด้วยข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ จากนั้นก็จะเกิดเหตุการณ์ขวาพิฆาตซ้ายตามมา

ด้วยความรักสถาบันของคนไทย ก็ย่อมทำให้ข้อหาเรื่องการหมิ่นเบื้องสูงนั้น เป็นเรื่องที่อ่อนไหว หากใครโดนตราหน้าว่าไม่จงรักภักดี ก็จะถูกประนามจากสังคมได้ง่ายๆ

การรักในหลวง รักสถาบัน เป็นเรื่องดีครับ

แต่ปัญหาก็คือ ข้อหาที่ว่าคนโน้น คนนี้หมิ่นสถาบันนั้น มันเป็นจริงหรือไม่

โชคดีที่ทุกวันนี้ การสื่อสารไปถึงทุกพื้นที่ ทำให้การปล่อยข่าวของอำมาตย์นั้นมีประสิทธิภาพน้อยลง

ไอ้วิธีเก่าๆแบบการกระจายข่าวตามร้านกาแฟ หรือให้คนของพรรค.........ไปตะโกนในศาลาเฉลิมกรุงว่า "ปรีดีฆ่าในหลวง"นั้น ใช้ไม่ได้อีกต่อไป

อีกทั้งสื่อมวลชนในขณะนี้ก็มีมากมาย ไม่ใช่ทุกสื่อมวลชนที่จะกลัวอำนาจลึกลับเหล่านี้ ทำให้การครอบงำของกลุ่มอำมาตย์นั้น ไปได้ไม่ทั่วถึง

อินเตอร์เน็ทเองก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการค้นหาข้อมูลข่าวสารต่างๆ ดังนั้น ประชาชนคนไทย จึงมีช่องทางในการแสวงหาความจริงได้มากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่โดนข้อหาล้มล้างสถาบันฯในขณะนี้ ก็คงหนีไม่พ้น พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร

เรื่องที่ทำให้ทักษิณกลายเป็นผู้โดนกล่าวหาว่าต้องการล้มล้างสถาบันฯนั้น ก็คงไม่พ้นสองข้อหลักๆ

 1. การทำบุญในวัดพระแก้ว

 2. การปราศรัยโจมตีประธานองคมนตรี และองคมนตรีบางท่าน

สำหรับการทำบุญในวัดพระแก้วนั้น ทางสำนักพระราชวังได้ออกมายืนยันแล้ว ว่าการทำบุญประเทศของทักษิณนั้น ได้รับพระบรมราชานุญาตด้วยวาจาแล้ว เพียงแต่หนังสืออนุญาตออกมาภายหลัง เป็นเพราะทางสำนักพระราชวังดำเนินการล่าช้า แต่จริงๆแล้ว ในหลวงท่านทรงอนุญาตแล้ว

การที่มีคนบอกมาบอกว่า มีเพียงในหลวงเท่านั้นที่ทำบุญในวัดพระแก้วได้นั้น ไม่เป็นความจริง

ไม่ว่าใครก็สามารถขอจัดพิธีในวัดพระแก้วได้ครับ แต่จะได้รับพระบรมราชานุญาตหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าพิธีนั้น จะมีประโยชน์กับสังคมหรือไม่

 

ข่าวบางส่วนจากโพสต์ทูเดย์

----------------------------

นาย แก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการสำนักพระราชวัง กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด จะไม่ให้เข้าไปในวัดพระแก้วหรือ ขณะที่คนทั่วไปขอเข้าไปปลุกเสกพระได้ทั้งนั้น

“เขาเจตนาดี ไปไหว้พระให้ประเทศชาติสงบสุข พากันไปทั้งคณะ ไปไหว้พระแก้ว เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทย ไปให้สัตย์ปฏิญาณสาบานตน คนเข้าไปในวัดพระแก้วเขาผิดหรือ”

---------------------------- 

 

นี่เป็นข้อยืนยันข้อหนึ่ง ที่คนไทยส่วนหนึ่ง และอำมาตย์ทั้งหลาย เอามือปิดไว้ ไม่ยอมอ่าน

ในกรณีของการปราศรัยโจมตีพ.อ.เปรม และพ.อ.สุรยุทธ์นั้น ทักษิณกล่าวโจมตีเป็นตัวบุคคล ไม่ได้โจมตีถึงสถาบันองคมนตรี

จึงไม่ถือเป็นการคิดล้มล้างสถาบันองคมนตรี ยิ่งสถาบันกษัตริย์นั้น ทักษิณไม่ได้กล่าวโจมตีเลยแม้แต่นิดเดียว และยังยืนยันผ่านการโฟนอินทุกครั้ง ว่ายังจงรักภักดี 100%

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ทักษิณกล่าวถึง "ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ" แต่ตัวองคมนตรีเอง มีอยู่ในรธน. ดังนั้น จึงสามารถมองได้ ว่าทักษิณพยายามกล่าวพาดพิงเบื้องสูง

ผู้พูดนั้นคงไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญ เพราะในส่วนของสถาบันกษัตริย์นั้น ก็มีปรากฎอยู่ในรธน.เช่นกัน จึงไม่ถือเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ

คำว่าผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญนั้น ทักษิณหมายถึงตัวผู้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีบางคน ที่ละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ เข้ามามีบทบาททางการเมือง

ผิดมาตราที่14

จึงเป็นที่มาของคำว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ

ตามที่กล่าวมานี้ จึงสรุปได้ว่า ทักษิณไม่ได้คิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์

 

อนึ่ง...

ที่ผ่านมา เหตุการณ์ ขวาพิฆาตซ้ายในเมืองไทย มีผลให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดมากมาย ไม่ว่าจะเป็น 14ตุลาคม2516   6ตุลาคม2519  และพฤษภาทมิฬ

หลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไป ฝ่ายขวาซึ่งมีทั้งอาวุธ และกองทัพ ก็ออกมากล่าวคำขอโทษ และยกย่องให้ฝ่ายซ้ายเป็นวีรชน (แต่ตายไปแล้วนะ)

แล้วก็ปล่อยมันผ่านไป โดยไม่มีการเอาผิดใคร(อนึ่ง พ.ท.สุรยุทธ์ จุลานนท์(ยศขณะนั้น) เป็นผู้นำกองทัพเข้าสังหาประชาชนในโรงแรมรัตนโกสินทร์)

แถมทหารที่มีบทบาทในการฆ่าคนไทยแต่ละครั้ง ก็ยังได้รับการเลื่อนยศกันหลายคน

คนตายได้รับคำขอโทษ ฆาตกรได้รับการเลื่อนขั้น

นี่ล่ะ อำมาตยาธิปไตย  นี่ล่ะ เผด็จการซ่อนรูป

และเหตุการณ์เหล่านี้ อาจจะย้อนกลับมาหาเราอีกครั้ง ในวันที่ 8 เมษายน 2552

เมื่ิอคนเสื้อแดงชุมนุมใหญ่  อาจจะมีการใช้กองทัพเข้าสลายการชุมนุมด้วยอาวุธสงครามเหมือนเมื่อก่อน

หรืออาจจะมีการปลุกปั่นให้ประชาชนฆ่ากันเอง

ภาพสงครามกลางเมืองอาจย้อนกลับมาอีกครั้ง

"คนไทย ไม่เคยเีรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย"

ทำหด กับกบวิเศษ

posted on 27 Oct 2008 12:21 by likeberty

คราวที่แล้วเป็นเรื่องซึ้ง คราวบี้ขอเป็นเรื่องฮามั่งนะครับ อิอิ

Credit : คุณsarawat@Soccersuck.com:Forum

ชายคนหนึ่งมีจู๋ยาว 25 นิ้ว เข้าเดินทางเข้าไปในป่า เพื่อที่จะขอให้แม่มด เสกให้มันหดสั้นลง

เพราะเขาไม่สามารถหาผู้หญิงคนไหนที่ชอบมันได้เล ย



แม่มดแนะนำให้เขาเข้าไปในป่า เพื่อหา กบ

ถ้าเขาขอกบแต่งงาน และกบปฏิเสธครั้งหนึ่งล่ะก็ จู๋เขาจะหดลง 5 นิ้ว



เขาได้เข้าไปในป่า ไม่นานนักก็เจอ กบ ตัวหนึ่ง

ชาย : กบเอ๋ย...เจ้าแต่งงานกับเราได้หรือไม่?

กบ : ไม่!

ทันใดที่กบปฏิเสธ จู๋เขาก็หดลงไปทันที 5 นิ้ว



หลังจากที่กลับไปในเมือง สาวๆก็ยังรับไม่ได้กับ 20 นิ้วของเขาอีก

เข้าจึงเข้าไปในป่าใหม่ และก็หากบได้ภายในไม่นานนัก



ชาย : กบเอ๋ย...เจ้าแต่งงานกับเราได้หรือไม่?

กบ : ไม่!

ทันใดที่กบปฏิเสธ จู๋เขาก็หดลงไปทันที 5 นิ้ว



หลังจากที่กลับไปในเมือง สาวๆก็ยังรับไม่ได้กับ 15 นิ้วของเขาอีก

ถ้าเหลือสัก 10 นิ้ว น่าจะดีที่สุด ที่จะติดใจสาวๆ

เขาจึงกะเข้าไปในป่าอีกครั้งเพื่อหากบใหม่ เพื่อขอให้มันหดลงอีกครั้ง





ชาย : กบเอ๋ย...เจ้าแต่งงานกับเราได้หรือไม่?

กบ : เอ๊ะ...ไอห่านี่ กูบอกกี่ทีแล้วว่า ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่!

ชาย :

 

ปล. เปิดเทอมวันแรก เพิ่งเรียนคาบแรกจบ  กูก็ง่วงแล้วครับ  ---_______---"

edit @ 27 Oct 2008 12:24:43 by เต้าหู้ทอด~*

Credit : คุณ Born@Soul4Street:Forum

เจอบทความดีๆ  อดใจไม่ไหว  ขอมาแปะไว้หน่อย ^___^ 

 ------------------------------------------------------

"อย่าหนีนะ ไอ้ เด็กขี้ขโมย"

เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า

"อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ"

"ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ"

ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว

เสียงเอะอะดังมากขึ้น ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม

"พี่หนอม มีไรหรอคะ"

"ก็ X เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย"

พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้

"ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ"

แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่

"เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ"

ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้ แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า

"อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ"

ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่

"ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"

แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่าง จากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า

"ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ"

เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า

"แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..."

แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า

"ทีหลังอย่าโขมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไป ฝากคุณแม่ซิ คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย"

แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป

หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที

"ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ"

แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า

"ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง"

"แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่"

ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า

"แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"

ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า

"แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า"

"ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร"

"แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่"

"ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"

แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า

"จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้"

แล้วแม่ก็พูดต่อว่า

"ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"

หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตาว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ

หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่

ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ

หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด

หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง

หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่ และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายา ระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท

ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง

หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จ และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรง พยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท เป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น

ฉันแปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัด และเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้

ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท

ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง

ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า

นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร


credit : Thaireaderclub  

ดองบล๊อคไว้หลายอาทิตย์....  เนื่องจากติดสอบ และไม่รู้จะอัพอะไรครับ ^^"

สำคัญที่สุด คือชอบมีพวกตอบแบบไม่ใช้สมอง รักการแถมาตอบอยู่เรื่อย เลยชักเซ็ง  ทำเอาเบื่อชีวิตไปช่วงนึงทีเดียว

ล่าสุด จัดอีเมล์ผมซะต้องเปลี่ยนเมล์หนี  อันธพาลเหลือเกินนะ  พอเถียงคนที่มีข้อมูลเยอะไม่ได้ ก็เอากันแบบนี้เลยรึ  ร้ายจริงๆ  ฮ่าๆ

ช่างมัน...........  พวกด่าคนอื่นว่าไม่รักส่วนรวม  แต่ไม่เคยสำเหนียกเลยว่าพวกตัวเองทำให้ส่วนรวมเสียหายไปเท่าไหร่แล้ว

ซักวัน มันต้องตายตกตามกัน  Fuck UUUUUUUU~~~~~~~~ 

------------------------------------------------------------

And Now!!!!!!!!!!!!!!

Here they come !!!!!!!!!!!!!!!!!

The New Macbook and Macbook Pro

(ขอบคุณรูปจาก http://www.freemac.net )

สำหรับเจ้าMacbook Panda (คนในบอร์ดเขาตั้งมานะ ^^" ) ตัวนี้(ซ้าย) ก็ได้เปลี่ยนวัสดุเป็นอลูมิเนียม และมีการเพิ่มMulti Touch Trackpad ซึ่งแต่เดิมมีแค่ในMacbook Pro และ Macbook Airเท่านั้น เข้าไปในMacbookตัวใหม่นี้ด้วย

ในด้านของสเป๊คเครื่อง ยังไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ ยกเว้น มีการใช้GPUจากค่าย nVidia  รุ่นGeforce 9400M มาใส่ในเครื่องด้วย (รุ่นที่ผมใช้ เป็นIntel GMA X3100 กากมาก ให้ตายเถอะ T T)  แต่ก็ยังใช้การแชร์เมโมรี่จากแรมเหมือนเดิม

ส่วนMacbook Pro ไม่รู้  ไม่ได้เป็นเจ้าของ เลยไม่สนใจ  อิอิ (เห็นว่ารุ่นนี้ มีแต่จอกระจกนะสำหรับ Macbook Pro  เห็นคนบ่นตรึมม  ว่ามันดูไม่Proเลย ^^" )

 

ดูจากรูปแล้ว  เหมือนจะบางลงนะ  ทั้งสองตัวเลย  ชอบตรงที่เป็นอลูมิเนียมนี่ล่ะ ปัญหาเคสร้าวน่าจะหมดไปซักที

(ปัญหาไฟดูดเข้ามาแทน อิอิ)

ล่าสุด มีข่าวว่า New iMac ก็เตรียมออกแล้ว  ใครจะซื้อช่วงนี้ ก็หยุดก่อนนะครับ   เดี๋ยวน้ำตาตก ^^" 

Credit : http://www.soccersuck.com

 

ระหว่างที่สต๊าฟทั้งหลายกำลังลุ้นเกมอยู่ ไมค์ ฟีแลน เกิดอารมณ์อยากเหยียบลูกโป่งขึ้นมาซะยังงั้นครับ เลยเอื้อมมือไปหยิบมาเหยียบลูกนึง

ทำเอาเซอร์อเล็ก ที่นั่งอยู่ข้างๆ สะดุ้งโหยง O_o

ติดตามภาพได้ในคลิปนี้เลยครับ ฮ่าๆ

 

ตกลงBlogนี้มันจะเขียนเกี่ยวกับอะไร???

ก่อนหน้านี้มันแร็พ  ต่อมาการเมือง  ตามด้วยเกม  ล่าสุดรองเท้า

คราวนี้มันกลับมาMac O_o  (เขียนถึงMacครั้งสุดท้าย  กี่Entryที่แล้วหว่าาา)

สรุป  เขียนตามใจ ฮ่าๆๆ   ที่ระบายอารมณ์แห่งหนึ่ง ^^"

---------------------------------------------------

เข้าเรื่องเด้อ

บังเอิญไปเจอกระทู้น่าสนใจในFreemac.netเข้าครับ  เลยอยากรู้ตะหงิดๆ ว่าไอ้หน่วยงานของMS ที่ใช้Macintoshเนี่ยนะ O_o

หน้าตามันจะเป็นยังไงหว่า????  ถามลุงกู(เกิ้ล)ดูซิ............................!@#$%^&?*

 

แกรู้ครับ!!!

พอคลิกลิงค์ปุ๊บ มันก็นำพาเราไปสู่Blogของ David Weiss   แกเป็นใครก็ไม่รู้แหละ(รู้สึกจะเป็นหนึ่งในStaffที่นั่นแหละ) แต่แกกำลังจะพาเราไปทัวร์ห้องLabของMSกัน

19/4/2006 (2ปีกว่าแล้ว - -") A Tour of Microsoft's Mac Lab.....

...................................

......................

........

..

 

คือ....  จะไปก๊อปรูปเขามา แถมแปลของเขามาเสร็จสรรพเลย มันก็คงไม่ดีอ่ะนะ ^^"  (จริงๆขี้เกียจ)  ขอสรุปมาบางส่วนก็แล้วกัน >_<

นี่คือโซนที่เรียกว่าSandboxครับ  เป็นส่วนที่ใช้สำหรับทดสอบProductของMicrosoft ที่จะรันบนเครื่องMac

คนที่ไม่เคยใช้Macอาจจะสงสัย...... มีด้วยเหรอ????

มีคร้าบบบบ  เช่นMicrosoft Messenger (ใช้เล่นMSN แต่ห่วยกว่าWLMเยอะเลยล่ะ T_T)  Microsoft Office for Mac (พอใช้งานได้ แม้ว่าจะมีปัญหากับภาษาไทยเวลาเซฟไปเปิดบนWindowsก็ตาม T_T   บิล เกตส์ แอบวางยา แก๊~~~~~)

นี่ก็Sandbox

นี่ด้วย ^^"    เขาบอกว่าในห้องLabยังมี iMac เก่าๆอีกหลายรุ่น รวมถึงiBookรุ่นเก่าๆด้วย ยังใช้งานได้ด้วยนะครับ!!!

เห็นว่าเอาไว้รันโปรแกรมเก่าๆพวก Word 1.0 ไรงี้   รันทำไม!!!!!!!!

เขาบอก "Just for fun" - -"  กูจะบ้า O_o    แต่มันก็คงสนุกดีนะ ถ้าได้เห็นWord1.0 มาตั้งเทียบกับWord2008

(นอกเรื่อง ไม่รู้มีใครคิดเหมือนผมไหม ว่าOffice2008(2007บนWindows) ใช้ยากบรรลัยเลยนะครับ - -" 2002-2003เวิร์คสุดละสำหรับผม ^^")

(นอกเรื่อง2 ไม่รู้ว่าOfficeเวอร์ชั่นหลังๆจะตัดAccessออกไปทำไม  คนเขาใช้เรียนนะโว้ยยยย)

Stock ของเก่า

เริ่มมี G4

แล้วก็ G5s

สำหรับMac User น่าจะจินตนาการออกนะครับ ว่าเครื่องMacนี่ อุณหภูมิแทบจะย่างหมูกระทะกันได้ทีเดียว (อันนี้เว่อ - -"   แต่มันก็ร้อนจริงๆนะ ^^" ) แล้วลองคิดอารมณ์รันเครื่องทั้งหมดนี่พร้อมกัน  ยังไม่ต้องคิดถึงค่าไฟนะครับ อานแน่นอน (แต่Microsoftนี่เนอะ มีปัญญาจ่ายอยู่แล้ว เหอๆ)

ดังนั้น Mac Mini จึงเป็นทางออกที่ดีครับ  จากนั้น.....

เครื่องก็เริ่มใช้พื้นที่น้อยลง......

แล้วก็หลีกทางให้กับMac Mini.....................

............................

..........

...

 

 

 

น้อยลงตรงไหนวะ!!!!!!!!!!   Mac mini 150เครื่อง   O_o

 

โดย ทุกๆ64เครื่อง จะถูกควบคุมโดย 1keyboard, 1monitor และ 1 mouse  >_<

ดูพร้อมกันได้ด้วย  แต่เอ๊ะ  มันยังไม่ครบ64นี่นา..........

มีหน้าต่อไป  หมุนๆๆๆๆ

 

ดู และอ่านต่อได้ที่เจ้าของรูป และเรื่องเลยครับ ^_^   คลิก

 

เอ....  จะว่าไป ที่ระยะหลังๆนี่ Apple มักจะนำหน้า Microsoft หนึ่งก้าวเสมอ......  เป็นเพราะเจ้าพวกนี้แอบส่งข้อมูลให้กับสตีฟ จ๊อบส์รึเปล่าเนี่ย ฮ่าๆๆๆ  ประมาณว่า ใช้Mac รักMac เลยลืมเจ้านายเก่า ^^"

 

^_____________________^

 

Still in the sneaker game : Just got the AM90 Infrared ^___^

posted on 15 Sep 2008 21:01 by likeberty  in Sneaker

ใกล้สอบ งานเยอะ โปรเจคบาน แถมอ่านหนังสืออีก ไม่มีเวลาได้อัพบล๊อคกันเลยทีเดียว T___T

แต่มีเวลาไปซื้อรองเท้านะ ฮ่าๆๆ

 

เมื่อวันศุกร์ ไปเข้าคิวซื้อรองเท้ามาครับ รองเท้าขายวันเสาร์ ไปรอตั้งแต่10โมงเช้าวันศุกร์  ได้คิวที่7 !!!!!

งงใช่ไหมครับ ผมก็งง ^^"   นึกว่าจะไปเป็นคนแรกแล้วแท้ๆนะ เหอๆ

 

ครับ... คนทั่วไปก็คงมองกันว่าพวกผมบ้า  เอ่อ... จริงๆแล้วมันก็บ้านั่นล่ะ ^^"    

 

หลังจากผ่านการรออย่างโหดเหี้ยม(เกือบๆ30ชม. หน้าMcdonald MBK) ในที่สุด.......

ก็ได้มาครอบครองงงงงงงงงงงงงง

แท๊นนนนนนนนนนนนนน

This is a pair of Nike Air Max 90 Premium "Infrared Ostrich"

โพสท่าถ่ายรูป ^^

Wearing today ^_^  (ทำไมABAC ไม่ให้ใส่ยีนส์ไปเรียนว้าาาาา   T_T )

 

สำหรับBackgroundของรุ่นนี้.......

โทนสีนี้เป็นโทนสีคลาสสิคสุดฮิตของNike Air Max90ครับ ซึ่งถูกเอามาทำใหม่หลายครั้ง(ครั้งละไม่มาก ก่อนปีนี้ ล่าสุดก็ปี2005มั้ง) ทำทีไรก็ขายหมด ราคาตลาดวิ่งอยู่ที่$200กว่าๆ

สำหรับรุ่นนี้ เป็นครั้งแรกที่นำมาทำในแบบPremium  เปลี่ยนวัสดุที่ใช้ให้ดีขึ้น เช่นตรงส่วนที่เป็นสีส้มInfraredทั้งหมด จะเป็นพลาสติกใส(รุ่นเก่าจะเป็นวัสดุคล้ายๆกับยาง) ส่วนของMid guard ที่เป็นสีดำ ได้ใช้ลายหนังนกกระจอกเทศมาท รวมถึงการเปลี่ยนวัสดุส่วนอื่นๆของรองเท้าเป็นแบบPremiumทั้งหมดเลย

 

นี่เป็นรุ่นธรรมดาครับ(Retro - 2008  ออกก่อนรุ่นPremiumเล็กน้อย ไม่มีขายในไทย)

 

ตอนนี้ราคาในEbayสำหรับตัวPremiumก็ยังวิ่งๆอยู่ที่$200-$300   แต่ตัวนี้ อีกไม่นาน ได้ไปอยู่ที่$200ปลายแน่ๆ หึๆๆ

ใครที่อยากได้ ก็ไม่ต้องไปหานะครับ เพราะหมดแล้ว จะหาตอนนี้ อย่างต่ำก็คง7500up  ^^"

 

สรุป Entryนี้ กูโชว์ของเรอะ ^^"